ปรากฏการณ์ทวิตเตอร์ ตอนที่ 1

5 11 2007

หมายเหตุ บทความนี้ผู้เขียน ได้เขียนให้กับนิตยสาร Digital Living ฉบับเดือนกรกฎาคม 2550

twitter logo

     ผู้เขียนใช้เวลาอยู่นานว่าจะเริ่มต้นเขียนเรื่องเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์ทวิตเตอร์อย่างไรดี? เพราะสำหรับเขียนที่ขอเรียกตัวเองว่าสื่อมวลชนตระหนักดีว่า ทวิตเตอร์ (Twitter) มันสามารถเปลี่ยนรูปแบบของการสื่อสารผ่านระบบดิจิตอลไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งมันยังมีพลังอย่างสาหัสที่พร้อมจะบดบังรัศมีของ สื่อ หลาย ๆ ตัวไปพร้อมๆ กัน แต่ในอีกมุมนึง คุณสมบัติและรูปแบบการใช้งานของทวิตเตอร์เอง ก็กำลังกลายเป็น มลพิษข้อมูลมขยะ ชิ้นโตที่ส่อเค้ารุนแรงเสียยิ่งกว่าภาวะโลกร้อนเสียอีก

            Digital Zone ฉบับนี้ขอเจาะลึกกับ ทวิตเตอร์ ถึงต้นกำเนิด, วิธีการประยุกต์ใช้งานทวิตเตอร์ในหลายรูปแบบและผลกระทบ รวมไปถึงการแนะนำให้รู้จักทวิตเตอร์สายพันธุ์ไทยให้ท่านผู้อ่านได้อัพเดททุกแง่มุมของ ทวิตเตอร์-กระบอกเสียงดิจิตอลส่วนบุคคล แบบครบวงจร

จุดเริ่มต้นของทวิตเตอร์

          ทวิตเตอร์ถือกำเนิดขึ้นในปี 2006  มีจุดเริ่มต้นมาจากกลุ่มคนเพียง 10 คนในซาน ฟรานซิสโก ที่เรียกตัวเองว่า Obvious Corp มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้คนทุกคนมีสิทธิที่จะบอกถึงการมีตัวตน การมีอยู่และความเคลื่อนไหวของตัวเองให้คนทั้งโลกได้รับรู้ โดยมีแกนนำคือ อีวาน วิลเลียม ผู้ซึ่งก็ต่อเว็บบล็อกชั้นนำของโลกอย่าง Blogger และเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินให้กับทวิตเตอร์ด้วย

ทวิตเตอร์ คืออะไร ใช้งานอย่างไร?

          ทวิตเตอร์ เป็นเว็บไซต์ www.twitter.com ที่อยู่ในรูปแบบของเครือข่ายทางสังคมแบบออนไลน์ (Online Social Networking)  โดยมีวิธีการใช้งานง่าย ๆ ให้สมาชิกทุกคนพร้อมใจกันเข้ามาตอบคำถามเดียวกันที่ว่า ตอนนี้คุณกำลังทำอะไรอยู่? ซึ่งช่องทาง (มาตราฐาน) การตอบคำถามนี้ก็ทำได้มากมาย ดังนี้

·       ผ่านทางเว็บไซต์ (www.twitter.com)

·       ผ่านทาง SMS โดยส่งไปยังหมายเลขที่ระบุไว้ (ใช้ได้เฉพาะในอเมริกาและแคนนาดา)

·       ผ่านอินเตอร์เน็ทบนโทรศัพท์มือถือ (http://m.twitter.com)

·       ผ่านทางโปรแกรมสนทนาอย่าง Google Talk (twitter@twitter.com)

โดยมีข้อแม้ว่าข้อความที่จะบอกนั้นต้องมีความยาวไม่เกิน 140 ตัวอักษร (รองรับทุกภาษา) ซึ่งการโพสข้อความแบบสั้น ๆ นี้ถูกเรียกว่า Micro-blogging ทุกข้อความที่แต่ละคนโพสไว้จะถูกเก็บไว้ที่หน้าทวิตเตอร์ของตัวเอง (www.twitter.com/yourname) และเราสามารถเพิ่มรายชื่อคนอื่น ๆ ไว้ในหน้านี้ด้วย ทำให้เราเห็นความเคลื่อนไหวของเพื่อน ๆ และข้อความเก่า ๆ ที่ตัวเองโพสได้

ตลอดเวลา และแน่นอนว่าทุกครั้งที่เราโพสข้อความใหม่ เพื่อนที่อยู่ในลิสต์ไม่ว่าจะเป็น follower, friend, favorites ก็จะได้รับข้อความเตือนว่ามีข้อความจากเรา ผ่านช่องทางทั้ง 4 ข้างต้น (โดยขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลจะเลือกรับข้อความผ่านทางช่องทางไหน จะเลือกทั้งหมด หรือจะให้แจ้งเตือนเฉพาะผ่านอี-เมล์ หรือ SMS อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ซึ่งก็ฟรีหมดรวมถึง SMS ด้วย)

        คงไม่ต้องบอกว่ากระแสความแรงของทวิตเตอร์มีมากขนาดไหน? ต่อวันมีคนทั่วโลกต่างพร้อมใจกันส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์ประมาณ 70,000 ข้อความต่อชั่วโมง หรือประมาณวันละ 1.7 ล้านข้อความ!!!

มา Tweet กันเถอะ!

กริยาการส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์เรียกว่า ทวีต: tweet ดังนั้นจึงเป็นที่มาของเรื่องที่ถามกันอยู่บ่อย ๆ ว่า คนมักจะใช้ทวิตเตอร์เพื่อสื่ออะไร? หรือถ้าจะพูดตามสไตล์สาวกทวิตเตอร์ก็คือ คนมักจะทวีตเรื่องอะไรกันบ้าง?

คำตอบตรงนี้แหละที่จะเป็นตัวชี้ขาดว่า ทวิตเตอร์คือ เครื่องมือสื่อสารทรงพลานุภาพ หรือจะกลายเป็นเพียง ข้อมูลขยะมลพิษ ซึ่งก็ได้คำตอบไปในตัวแล้วว่า มันขึ้นอยู่กับ คน ที่ใช้มัน

ก่อนที่จะพูดถึงสารพัดวิธีที่มนุษย์สุดฉลาดจะสื่อสารผ่านทวิตเตอร์ หลายคนรีบตั้งคำถามว่า แล้วทำไมประชากรไซเบอร์ถึงเห่อกันมาใช้ทวิตเตอร์กันนัก?” คำตอบมีสั้น ๆ และง่ายมาก ๆ นั่นคือ ทวิตเตอร์มันสั้น มันง่าย และมันฟรีนั่นเอง!

กล่าวคือ ทวิตเตอร์ คือ นวัตกรรมของสื่อดิจิตอลที่ทำให้ทุกคน มีสิทธิ์ ที่จะมี กระบอกเสียงส่วนตัว ซึ่งกระบอกเสียงนี้สามารถตะโกนดังขนาดที่ว่าทำให้ คนทั้งโลก ได้ยิน พร้อมกัน และยังได้รับข้อความ ตอบกลับได้ในทันที  ซึ่งสิ่งที่พูดนั้นมันเป็น ข้อความสั้น ที่ผู้ส่งกลั่นกรองออกมาเพื่อจะสื่อความหมายของตัวเองให้คนอื่นได้รับรู้ และตลอดกระบวนการส่งสาร จาก ผู้รับสาร>ส่งสาร>ผ่านทวิตเตอร์>ไปยังผู้รับ ไม่มีค่าใช้จ่ายเลย (แม้จะเป็นการส่งข้อความไปต่างประเทศก็ตาม)

เสียดายที่หน้ากระดาษมีจำกัด ผู้เขียนจึงขอจบปฐมบทของ ปรากฏการณ์ทวิตเตอร์ ไว้เพียงเท่านี้แล้วฉบับหน้าเตรียมติดตามแง่มุมอื่น ๆ ที่มาเจาะลึกกับ ทวิตเตอร์ สื่อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ใครๆ ก็เต็มใจอยากติดกันต่อ





MoSoSo : รู้ว่าใครอยู่ใกล้ๆ

29 09 2007
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นงานเขียนที่ผู้เขียน เขียนให้กับนิตยสาร Digital Living

รู้จักกับ MoSoSomososo_3.jpg 

MoSoSo (Mobile social software) แต่ Mobile ในความหมายนี้มิได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะโทรศัพท์มือถือเท่านั้น แต่มันหมายถึงทุกอุปกรณ์ที่คุณสามารถ “พกพา” ไปไหนมาไหนได้ต่างหาก เป็นต้นว่า เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค พีดีเอ ฯลฯ และเมื่อคุณติดตั้งซอฟต์แวร์ที่เป็น MoSoSo ลงไปความสนุกและประสบการณ์ที่คาดไม่ถึงก็จะตามมา

MoSoSo คือ ซอฟต์แวร์ไฮเทคสำหรับการติดต่อระหว่างบุคคล (Peer-to-peer software) ที่ช่วยให้คนที่มีมือถือ หรืออุปกรณ์ไร้สายอื่น ๆ สามารถสแกน บลูทูธ หรือ ไว-ไฟ จากอุปกรณ์ในเครื่องของตนเพื่อนหาเพื่อนในรัศมีที่กำหนดไว้ได้

หากอธิบายทางเทคนิค MoSoSo อาศัยการติดต่อสื่อสารแบบ Ad-Hoc (การติดต่อสื่อสารระหว่างอุปกรณ์เคลื่อนที่ตั้งแต่สองเครื่องขึ้นไป โดยไม่ต้องมีโครงสร้างที่มีสาย)

อาจกล่าวได้ว่า MoSoSo เตรียมพร้อมที่จะแจ้งเกิดพร้อม ๆ กับ เว็บ 2.0 เลย เพราะมีแนวคิดที่คล้ายคลึงกัน มันคือการสร้างเครือข่ายทางสังคม (Social Networking) และที่สำคัญมันสามารถผสานการใช้งานได้อย่างลงตัว เช่นอยู่บ้านคุณออนไลน์จากคอมฯ แต่ถ้ามีนัดนอกบ้านก็ยังอัพเดทหาเพื่อน ๆ ผ่านทางมือถือได้เช่นกัน

การใช้งาน MoSoSo

how to use mososo

1. กรอกประวัติของคุณให้แน่นๆ ทั้งอัพโหลดรูปในมุมบาดใจ งานอดิเรก ลักษณะนิสัย และคนแบบไหนที่ “โดน” คนแบบเรา

2. หากมีใครที่มีไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกับคุณ (ดูจากประวัติของแต่ละคนแล้วนำมาแมทช์กัน) หรือเพื่อนที่คุณเองที่เคย Add contact เอาไว้ เดินผ่านมาในบริเวณรัศมี 10 เมตร (ผ่านบลูทูธของมือถือ) หรือมากกว่านั้น (ประมาณ 50-100 เมตร หากใช้ไว-ไฟบนโน้ตบุ๊ค) โปรแกรมจะทำการเตือนขึ้นมาทันที!

สำหรับ โปรแกรม  MoSoSo ของบริษัท Dodgeball (ที่ตอนนี้ตกเป็นของกูเกิ้ล อิงค์ไปเสียแล้ว) มีฟีเจอร์ที่หรูสุดกู่อย่าง “”Crush” ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นช่วยเสริมสร้างดีกรีความสดชื่น และตึกตักในหัวใจได้ทันทีที่มีแมสเสจเข้ามา เพราะ Crush จะให้คุณเลือก 5 รูปภาพของคนที่ออนไลน์อยู่ในระบบของ dodgeball และ  Crush จะแจ้งเตือน “ปี๊บๆ” มาที่มือถือหากสาว หรือ หนุ่มในฝันที่คุณแอบปิ๊ง “จากรูป และประวัติ” กำลังเดินมาในบริเวณรัศมี 10 เมตร ใกล้ๆ คุณ ฉะนั้นคุณก็มีเวลาเตรียมตัวที่จะหวีผมแต่งหล่อ หรือปัดมาสคาร่าซักนิดก่อนที่จะเซย์เฮลโหลให้กับเขา หรือเธอคนนั้นที่เฝ้ารอมานาน

crush dodgeball

3. กดเลือก (หรือปฎิเสธ) สมาชิกที่ต้องการคุย และเม้าท์ต่อได้เลยเหมือนการแชตผ่าน SMS

อันที่จริงหลายซอฟต์แวร์ของ MoSoSo มิได้เปิดโอกาสให้เฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางตัวอักษรเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงไฟล์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเครื่อง เช่น รูป วีดีโอ เพลง ฯลฯ ก็แชร์ได้เช่นกัน ไม่ต่างอะไรไปจากการส่งข้อมูลผ่านบลูทูธธรรมดาทั่วไป

อย่างไรก็ตามหลายซอฟต์แวร์ได้มีการพัฒนาระบบการค้นหาของ MoSoSo ให้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ด้วยนำไปผสานกับ บริการระบุตำแหน่ง หรือ LBS (Location-Based Service) หรือ ระบบการระบุตำแหน่งบนพื้นพิภพอย่าง GPS (Global Positioning System) ถึงอย่างไรก็ตามการเพิ่มฟีเจอร์ที่แอดวาซน์ขนาดนี้ก็ยังคงมีปัญหาอยู่ เพราะแต่ละพื้นที่ก็มีสภาวะภูมิศาสตร์ที่ต่างกันออกไป

MoSoSo ฮิตที่ไหนกันบ้าง?

คลับ-ผับ ถือเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการหาคู่เดท หรือกิ๊กคนใหม่ และฟีเจอร์นี้ก็ทำให้คนขี้อายกลายเป็นหนุ่ม/สาว สุดเฟลิทและพบรักได้ไม่ยาก

วงการโฆษณา กลายเป็นเรื่องธรรมดาในประเทศญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ถ้าคุณเดินผ่านบิลบอร์ดยักษ์ใหญ่หรือร้านอาหาร โรงหนัง แล้วจู่ ๆ ก็ได้ข้อความเตือนทั้งทาง SMS และบลูทูธ นี่คือการทำการตลาดแนวใหม่มีชื่อเรียกฮิปๆ ว่า Proximity Marketing

แวดวงการศึกษา กำเนิดใหม่แห่งไอเดียอันเจิดจรัสสำหรับสังคม MoSoSo มันคือโปรแกรม Cellphedia ผลงานของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค ที่มาจากคำว่า (Cellphone + Encyclopidia) การสร้างสารานุกรมไร้สาย แบ่งปันความรู้ได้อย่างไรพรหมแดนทุกที่ทุกเวลา โดยอาศัยการร่วมมือกันของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ (user-generated content (UGC) มาร่วมตอบคำถาม ทุกวันหากมีคนตั้งคำถาม (โดยการใส่คำศัพท์ พร้อมหมวดของคำลงไป เช่น MoSoSo แล้วส่งไปที่ tech@cellpedia.com) ในหมวดที่คุณสมัครสมาชิกไว้มันก็จะมีเสียงเตือนมาที่มือถือคุณ หากคุณตอบได้ไวก็จะมีชื่อขึ้น hall of fame อีกด้วย





ดิจิไลฟ์@ไฮเทคบาร์

26 06 2006

smokscreen.jpglogo.gif  ดริงค์ แดนซ์ ดรังค์ อากัปกริยาที่มาจากกิริยาสามช่องของภาษาอังกฤษที่เรามักจะพบเห็นกันบ่อย ๆ เมื่อเราเข้าไปชิล ชิล แถวถนนสุขุมวิท หรือ สีลมซอย 4 แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ตัวเชื่อมสำคัญที่จะทำให้ตลอดเวลาในค่ำคืนหนึ่งๆ มีความสุขขี และมีสีสันมากกว่าเดิม นั่นก็คือ  "การพูดคุยระหว่างกัน"

"บาร์ทอล์ค" (BarTalk) มุขเด็ดของ "RBAR" บาร์เท่ๆ ที่โด่งดังไปทั่วนิวยอร์ค เริ่มต้นจากการเข้าใจที่ถ่องแท้ของธรรมชาติมนุษย์ที่ขาดเสียมิได้ในการติดต่อสื่อสาร ต่อยอดด้วยความไฮเทคจาก "มือถือ" อวัยวะชิ้นสำคัญของชาวเมโทร จนทำให้เกิดเป็นบาร์สุดคูลที่เจ๋งซะจนทำให้ผู้เขียนต้องมาแนะนำในครั้งนี้ในเมืองไทยผับบาร์ไหนมีทีวี 100 นิ้ว หรือ จอโปรเจคเตอร์ใหญ่ ๆ ไว้ให้หนุ่ม ๆ เชียร์บอลก็จะได้รับความนิยมเป็นพิเศษ แต่ดู ๆ ไปอาจจะเอ้าท์ไปนิดเมื่อเทียบกับ "บาร์ทอล์ค" ในบรูคลินด์ บาร์ทอล์ค ถือเป็นนวัตกรรมแห่งความบันเทิงรูปแบบใหม่ ที่มาพร้อมกับซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้ลูกค้าสื่อสาร ทั้งเรื่องสัพเพเหระ ธุรกิจพันล้าน ไปจนถึงการสั่งอาหารในบาร์ และการรีเควสเพลงโดน ๆ จากนักร้องเสียงดีได้อย่างสะดวก และเก๋สุด ๆ

diagram.gif

วิธีการสร้างเครือข่ายทางสังคมในบาร์นี้ก็เริ่มต้นจากการส่ง ข้อความ SMS, MMS จากมือถือไปยังอีเมล์เฉพาะของลูกค้าแต่ละคนที่อยู่ในเครือข่ายของ บาร์ทอล์ค (เช่น mybar@bartalk.org) จากนั้น ข้อความและรูปภาพล่าสุดก็จะไปปรากฏอยู่ในจอใหญ่ๆ ของผับ ดีกรีความเฟี้ยวระดับนี้คงยังไม่พอ เพราะทุกข้อความที่ส่งออกไป จะยังถูกเก็บไว้ในบล็อคของลูกค้าแต่ละคนอีกด้วย อย่างนี้เค้าเรียกว่า Integrated Idea จริง ๆ ทั้ง ไวร์เลสและพีซีต้องต่อกันเนียน ๆ

smokscreen.jpg    doc02.jpg   doc01.jpg

อีกหนึ่งฟีเจอร์เจ๋งของบาร์นี้ก็คือ "Smoke Screen" จอนี้จะถูกติดตั้งอยู่ทั้งภายนอก และภายในร้าน เพื่อให้ช่องว่างของการสื่อสารระหว่าง กลุ่มผู้ที่สูบบุหรี่ และไม่สูบบุหรี่แคบลง หากคุณผู้อ่านอยากดูว่าเค้าทอล์คอะไรกันใน Smoke Screen ก็คลิกที่นี่ได้เลย http://rbar.bartalk.org/ขอสรรเสริญเยินยอกับเจ้าของไอเดียสุดบรรเจิดนี้ด้วย 2 หญิง 1 ชาย นามว่า Alexis Lloyd, Ana Velez,  Shaun Rance ผู้ที่คร่ำหวอดในแวดวงของนิวมีเดียมานาน ขอบคุณไอเดียที่ทำให้ “บาร์” ซึ่งใคร ๆ มักจะเรียกว่า “ที่อโคจร” กลับให้คุณประโยชน์มากกว่าที่เคยเป็น และคาดไม่ถึง!

 





สั่งอาหารผ่านมือถือ

26 06 2006

mobo_logo.jpg 

“เพียงแค่ส่ง SMS มาสั่งและรอข้อความตอบกลับ พอถึงเวลาก็ไปรับอาหารจานโปรดได้ทันที หรือจะให้ส่งถึงที่ทำงานหรือที่บ้านก็ย่อมได้” ไม่ต้องรอ…ไม่ต้องเข้าคิว

แค่หยิบมือถือขึ้นมาก็เตรียมอิ่มท้องได้ทันที

 จริงอยู่บริการนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะผู้เขียนเคยทราบข่าวมาว่า "การสั่งอาหารผ่านมือถือ" ได้เกิดขึ้นแล้วในบ้านเรา ซึ่งร้านอาหารนั้นก็คือ ร้านส้มตำ (จริงๆ แล้วคือรถเข็นขายส้มตำ) ที่มีรสชาติที่ถูกปากผู้คนมากมาย เจ้าของร้านจึงได้ติดเบอร์โทรศัพท์มือถือเอาไว้ให้ลูกค้าโทรสั่งแล้วมารับได้ตามเวลาที่ระบุ ผู้ขายกล่าวว่าบริการนี้ดารานักแสดงซึ่งเป็นลูกค้าประจำของเธอจะชอบมากเป็นพิเศษ เพราะเพียงขับรถโฉบมาก็หิ้วส้มตำจานเด็ดกลับไปฉลองได้ทันที อีกทั้งยังทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณอีกด้วย

และที่นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกาก็นิยมการสั่งอาหารด้วยมือถือเช่นกัน แต่เพิ่มฟีเจอร์ให้มีความเป็นดิจิตอลมากยิ่งขึ้นด้วยการสั่งอาหารได้ทั้งผ่านจอคอมพิวเตอร์ออนไลน์และมือถือ

mobo_1.jpg

แนวคิดการสั่งอาหารทุกที่ทุกเวลาของ Mobo: Order food on the go เกิดจากแนวคิดที่ว่าไม่ต้องการให้ลูกค้ามาเสียเวลาต่อคิวซื้ออาหารอีกต่อไป เพราะปัจจุบันทุกเสี้ยววินาทีมีความหมาย การใช้เทคโนโลยีไร้สายอย่าง SMS ที่สุดแสนจะธรรมดามาสร้างประโยชน์จนกลายเป็นนวัตกรรมที่ทรงคุณค่าก็จัดว่าน่าสนใจมากทีเดียว เพราะหนุ่มสาวออฟฟิศทุกคนจะต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์และก็มีมือถือติดตัวอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นพวกเขาก็คือกลุ่มเป้าหมายหลักของบริการสุดไฮเทคนี้

มาดูขั้นตอนการสั่งอาหารกันบ้าง

1. เลือกร้านอาหารและเมนูที่ชอบผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ ชุดอาหารที่เลือกจะถูกเก็บไว้ โดยจะเรียกว่า FAVE (Favorites) นั่นเอง และใช้เลขรหัสเป็นตัวแทน เช่น เมนูโปรดเมนูที่ 1 ประกอบไปด้วย เบอร์เกอร์หมู กับน้ำส้มคั้น2. จากนั้นระบบก็จะคำนวณราคาอาหาร ซึ่งในตอนนี้ก็จะมีให้ลูกค้าเลือกที่จะให้ทิปกับพนักงานด้วยหรือไม่ ซึ่งค่าอาหารจะไปตัดจากบัตรเครดิต3. รอรับ SMS ตอบกลับเพื่อยืนยันการสั่งอาหารพร้อมระบุเวลาที่ลูกค้าจะไปรับอาหารได้เมื่อคุณทำรายชื่อ เมนูโปรดไว้หลาย ๆ อัน ต่อไปไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหร่ เมื่อหิว จะสั่งอาหารอีกครั้งก็เพียงจำ เลขรหัสของแต่ละเมนูเท่านั้นเอง นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถเลือกให้มีการส่งถึงที่ก็ได้ด้วยการ เพิ่มตัวอักษรอีกหนึ่งตัวท้ายรายการที่สั่ง เช่น W (Work),H (Home) A (Alternative) ตัวอย่าง คุณต้องการสั่งเบอร์เกอร์หมู กับน้ำส้มคั้น ซึ่งเป็นเมนูโปรดของคุณ โดยใช้ตัวเลขแทนคือ 1 และต้องการให้ไปส่งที่ทำงาน ก็จะพิมพ์คำว่า "1W" แล้วส่งไปยังหมายเลขที่ระบุไว้            หากมองในแง่ของการลงทุน ผู้เขียนคิดว่าเจ้าของธุรกิจร้านอาหารรายใหญ่ที่มีสาขาย่อย ๆ ดูจะได้เปรียบกว่ารายเล็ก ๆ เช่น ร้านพิซซ่า, เครือโออิชิ และร้านอาหารจานด่วนอื่น ๆ ที่มีเมนูหลักตายตัว แต่สำหรับบริการของ Mobo นี้จะรวมเอาร้านค้าหลายๆ ร้านมาร่วมเป็นร้านค้าพันธมิตร ซึ่งมีการใช้เทคโนโลยีการสั่งอาหารผ่าน SMS แบบเดียวกัน รายการอาหารของลูกค้าสั่งผ่านศูนย์กลางและกระจายไปยังร้านค้าพันธมิตรอื่น ๆ ต่อไป            นอกจากนี้แล้ว Mobo ยังจัดทำการส่งเสริมการขายด้วยการส่ง SMS ไปแจ้งเมนูที่ลดราคาพิเศษ เมนูใหม่ ๆ ประจำเดือน หรือ ให้คูปองส่วนลดกับลูกค้าอีกด้วย ซึ่งโปรโมชั่นแบบนี้ก็เห็นมีใช้กันมากมายในเมืองไทยเช่นกัน

ตัวอย่างหน้าจอมือถือที่ยืนยันการสั่งอาหาร

fave.jpg

จะว่าไปบริการนี้ก็ดูเหมือนจะเข้าทีและน่าจะปฏิบัติได้จริง แต่สำหรับกรุงเทพฯ เมืองหลวงที่ขึ้นชื่อเรื่องการทานอาหารริมทาง (Street Food) ที่มีอาหารให้เลือกหลากหลายและราคาถูก การสั่งอาหารทาง SMS แบบ Mobo อาจจะดูไม่จำเป็นเท่าไหร่นัก แต่สำหรับนักธุรกิจที่มองเห็นโอกาส นี่ก็เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมือถือเพื่อให้บริการพิเศษแก่ลูกค้าได้ดีอีกทางหนึ่ง